<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>76511</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“12 ปีสภาองค์กรชุมชนตำบล”   และการประชุมระดับชาติประจำปี 2563 ข้อเสนอจากท้องถิ่นสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;(การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กรุงเทพฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อเป็นเวทีประชุมปรึกษาหารือการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล &amp;nbsp;หรือนำข้อมูลไปเสนอแนะการแก้ไขปัญหาและแนวทางการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32 &amp;nbsp;ระบุว่า &amp;ldquo;ให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลดำเนินการเรื่องต่างๆ &amp;nbsp;ดังต่อไปนี้.....(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะมีการจัดประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง &amp;nbsp;ซึ่งในปี 2563 นี้จะมีการจัดประชุมในระดับชาติ &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 9 -10 กันยายนนี้ &amp;nbsp;ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;ถนนนวมินทร์ &amp;nbsp;เขตบางกะปิ &amp;nbsp;กรุงเทพฯ &amp;nbsp;โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ &amp;nbsp;450 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญก็คือการรวบรวมความเห็น &amp;nbsp;ข้อเสนอแนะ &amp;nbsp;และสรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ &amp;nbsp;เช่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าภาคเหนือ &amp;nbsp; แผนยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางอาหารของคนอีสาน &amp;nbsp; การส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์-พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษกะเหรี่ยงและชาวเล &amp;nbsp; การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) &amp;nbsp;ข้อเสนอทบทวนโครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรม &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาชุมชนในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 &amp;nbsp;&amp;lsquo;สภาของประชาชน&amp;rsquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สุวัฒน์ คงแป้น &amp;nbsp;ที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนตำบล (ภาคใต้) ซึ่งมีส่วนในการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;เล่าว่า พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนประกาศในราชกิจจานุเบกษา &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 &amp;nbsp;สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ &amp;nbsp;จุลานนท์ &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านั้นมีกลุ่มและองค์กรที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กลุ่มออมทรัพย์ &amp;nbsp;สัจจะสะสมทรัพย์ &amp;nbsp;กลุ่มเกษตรกร &amp;nbsp;กลุ่มเกษตรอินทรีย์ &amp;nbsp;กลุ่มแก้ไขปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ &amp;nbsp;กลุ่มประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;กลุ่มชาวสวนยาง &amp;nbsp;กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ &amp;nbsp;กลุ่มฌาปนกิจ &amp;nbsp;กองทุนหมู่บ้าน &amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ซึ่งกลุ่มต่างๆ เหล่านี้กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 1 แสนกลุ่ม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่กลุ่มเหล่านี้ต่างก็ทำงานไปตามเป้าหมายของตัวเอง &amp;nbsp;หรือตามเป้าหมายขององค์กรที่สนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน &amp;nbsp;ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดพลัง &amp;nbsp;หรือแม้แต่กลุ่มต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นภายในหมู่บ้านหรือตำบลบางแห่งก็ไม่ได้มีการเชื่อมโยงเพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกัน &amp;nbsp; เรียกว่าต่างกลุ่มต่างทำ &amp;nbsp;ไม่ได้มองเห็นปัญหาหรือแนวทางการพัฒนาร่วมกันทั้งตำบล &amp;nbsp;หรือหากจะมีแผนพัฒนาก็เป็นแผนงานที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม &amp;nbsp;เป็นแผนงานที่มาจากข้างนอก &amp;nbsp;หรือหากชาวบ้านจะนำแผนงานไปเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;หน่วยงานภาครัฐก็มักจะมองว่า &amp;nbsp;กลุ่มองค์กรของชาวบ้านเป็นกลุ่มเถื่อน &amp;nbsp;เพราะไม่ได้มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง &amp;nbsp;หรือไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;rdquo; สุวัฒน์เล่าถึงสภาพของกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2549 &amp;nbsp;มีกระแสการปฏิรูปประเทศไทย &amp;nbsp;แกนนำองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ทำงานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;ได้จัดประชุมเพื่อทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อเสนอต่อรัฐบาล &amp;nbsp;โดยที่ประชุมได้ข้อเสนอจำนวน 8 เรื่อง &amp;nbsp;และ 1 ในนั้นก็คือ ข้อเสนอเรื่อง &amp;ldquo;การยกระดับให้การทำงานขององค์กรชุมชนเป็นอิสระ&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อทำให้เกิดสิทธิชุมชนในการจัดทำแผนพัฒนาจากปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากข้อเสนอดังกล่าว &amp;nbsp;แกนนำองค์กรชุมชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ครูสน &amp;nbsp;รูปสูง (ปัจจุบันเสียชีวิต) &amp;nbsp;ผู้นำจากตำบลท่านางแนว &amp;nbsp;อ.แวงน้อย &amp;nbsp; จ.ขอนแก่น &amp;nbsp; จินดา บุญจันทร์ &amp;nbsp;ผู้นำจาก &amp;nbsp;อ.พะโต๊ะ &amp;nbsp;จ.ชุมพร &amp;nbsp;ชาติชาย &amp;nbsp;เหลืองเจริญ &amp;nbsp;ผู้นำจาก อ.แกลง จ.ระยอง ฯลฯ &amp;nbsp;จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง &amp;lsquo;สมัชชาสภาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;สอท.&amp;rsquo; &amp;nbsp;ขึ้นมา &amp;nbsp;เพื่อเป็นองค์กรขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายความเป็นอิสระขององค์กรชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2550 แกนนำ สอท.ได้ร่วมกันร่าง &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.........&amp;rsquo; ขึ้นมา &amp;nbsp;และนำเสนอต่อรัฐบาลผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีนายไพบูลย์ &amp;nbsp;วัฒนศิริธรรม &amp;nbsp;เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (ปัจจุบันเสียชีวิต)
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าในระยะแรกจะมีแรงเสียดทานจากหลายฝ่ายในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;แต่ในที่สุด &amp;nbsp;พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 &amp;nbsp;โดยเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า....
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ด้วยชุมชนเป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ &amp;nbsp;มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมแตกต่างและหลากหลายตามภูมินิเวศน์ &amp;nbsp;แต่การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม &amp;nbsp;เศรษฐกิจและการเมืองอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;ส่งผลให้ชุมชนอ่อนแอ &amp;nbsp;ประสบปัญหาความยากจน &amp;nbsp;เกิดปัญหาสังคมมากขึ้น &amp;nbsp;ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชนถูกทำลาย...จึงเห็นสมควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเดือนพฤษภาคมถัดมา &amp;nbsp;มีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลครั้งแรกของประเทศไทยที่ตำบลศรีสว่าง &amp;nbsp;อ.โพนทราย &amp;nbsp;จ.ร้อยเอ็ด &amp;nbsp; หลังจากนั้นขบวนองค์กรชุมชนในตำบลต่างๆ ทั่วประเทศจึงได้จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา จากหลักสิบกลายเป็นร้อย &amp;nbsp;จากร้อยเพิ่มเป็นพัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน (กันยายน 2563) พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนมีอายุย่างเข้า 12 ปี &amp;nbsp; มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วจำนวน &amp;nbsp;7,825 แห่ง &amp;nbsp; มีกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ร่วมจัดตั้งสภาฯ กว่า 140,000 &amp;nbsp;กลุ่ม &amp;nbsp;โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ มีหน้าที่ในการส่งเสริมกิจการของสภาองค์กรชุมชนตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ &amp;nbsp;(ดูรายละเอียด พ.ร.บ. และขั้นตอนการจัดตั้งสภาฯ ได้ที่ http://web.krisdika.go.th/data/law/law2/%CA77/%CA77-20-2551-a0001.pdf)
ภารกิจของสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ชาวตำาบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ใช้เวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนตำาบลแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทับซ้อนกับที่ดินหน่วยงานรัฐ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิริยะ &amp;nbsp;แต้มแก้ว &amp;nbsp;หัวหน้าสำนักประสานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบลฯ &amp;nbsp; คือการส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง &amp;nbsp;สมาชิกองค์กรชุมชนและประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีในการประชุมเพื่อปรึกษาหารือ &amp;nbsp; หรือวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;(มาตรา 21) กำหนดให้สภาฯ มีภารกิจต่างๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;(1) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี &amp;nbsp;ภูมิปัญญาท้องถิ่น &amp;nbsp;ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของชุมชนและของชาติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกองค์กรชุมชนร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานของรัฐในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน
รูป 3 บรรยาย / &amp;nbsp;ชาวตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร &amp;nbsp;ใช้เวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลแก้ไขปัญหาที่ดิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(3) เผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน &amp;nbsp;รวมตลอดทั้งการร่วมมือกันในการคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(4) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;เพื่อนําไปประกอบการพิจารณาในการจัดทําแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(5) เสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขหรือความต้องการของประชาชนอันเกี่ยวกับการจัดทําบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(7) จัดให้มีเวทีการปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลหรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;สุขภาพอนามัย &amp;nbsp;คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน &amp;nbsp;ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้ดําเนินการหรือเป็นผู้อนุญาตให้ภาคเอกชนดําเนินการต้องนําความเห็นดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาด้วย &amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;
รูปธรรมการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วิริยะ &amp;nbsp;กล่าวด้วยว่า &amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลแต่ละแห่งจะต้องจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง &amp;nbsp;ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ &amp;nbsp; การลงมติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก &amp;nbsp; ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน &amp;nbsp;ให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงชี้ขาด &amp;nbsp;ที่ผ่านมาสภาฯ มีบทบาทในด้านต่างๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดน่าน &amp;nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน &amp;nbsp;เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนฯ &amp;nbsp; ป่าต้นน้ำ &amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดน่าน 34 ตำบล ได้ร่วมกับ อบต. กำนัน &amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp;จัดทำข้อมูลเรื่องปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งจังหวัด &amp;nbsp;โดยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อทางผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการแก้ไขปัญหา
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;ที่ตำบลป่าร่อน &amp;nbsp;อ.กาญจนดิษฐ์ &amp;nbsp;ชาวบ้านใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเชื่อมโยงกำนัน &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน และทุกหน่วยงานในพื้นที่ &amp;nbsp;นำปัญหาเรื่องปากท้องมาพูดคุยและวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งตำบล &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำด้วยการปลูกข้าวไร่ในสวนยาง &amp;nbsp;ร่วมกันรับซื้อยางพาราเพื่อนำไปขาย &amp;nbsp;ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการทำระบบตลาดในหมู่บ้านและตำบล ฯลฯ &amp;nbsp;ไม่ต้องรอให้รัฐช่วยพยุงราคาเพียงอย่างเดียว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดระยอง &amp;nbsp;ที่ตำบลเนินฆ้อ &amp;nbsp;อ.แกลง &amp;nbsp;ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลางสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน นำไปสู่การวางแผนพัฒนาทั้งตำบล &amp;nbsp;โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ &amp;nbsp;แปรรูปอาหาร &amp;nbsp;ผลไม้ จัดตั้งตลาดในชุมชน &amp;nbsp;และเป็นแหล่งเรียนรู้ &amp;lsquo;มหาวิทยาลัยบ้านนอก&amp;rsquo; รองรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาศึกษาดูงานตลอดทั้งปี ประมาณปีละ 1 แสนคน &amp;nbsp;ทำรายได้เข้าชุมชนประมาณปีละ 20 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดมุกดาหาร สระแก้ว ตาก ฯลฯ &amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนฯ ในแต่ละจังหวัดได้ร่วมกับเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ศึกษาข้อมูลและผลกระทบจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ &amp;nbsp;ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร &amp;nbsp;แหล่งน้ำ &amp;nbsp;ป่าไม้ &amp;nbsp;ที่ดิน &amp;nbsp;แรงงาน &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาวางแผน &amp;nbsp;นำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จะเห็นได้ว่า &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีหรือเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นด้วยตัวเอง &amp;nbsp;โดยยึดหลักการประชาธิปไตยจากฐานรากที่แท้จริง &amp;nbsp;เพราะสมาชิกจะมาจากตัวแทนของแต่ละกลุ่มในตำบลที่ร่วมกันจัดตั้งสภาฯ &amp;nbsp;และใช้เสียงข้างมากป็นมติของที่ประชุม &amp;nbsp;นำไปสู่การแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;หรือเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ มาพัฒนาชุมชนร่วมกันได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;วิริยะยกตัวอย่างบทบาทของสภาองค์กรชุมชนตำบล

จากข้อเสนอท้องถิ่นสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำาบลในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศจะใช้สถานที่ประชุมที่มีอยู่แล้วในตำาบล เช่น โรงเรียน อบต. เทศบาล หรือศาลาประชาคมประจำาหมู่บ้าน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชูชาติ &amp;nbsp;ผิวสว่าง &amp;nbsp;ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;นอกจากสภาองค์กรชุมชนตำบลแต่ละแห่งจะมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นต่างๆ &amp;nbsp;แล้ว &amp;nbsp;พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32 &amp;nbsp;ยังระบุว่า &amp;ldquo;ให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลดำเนินการเรื่องต่างๆ &amp;nbsp;ดังต่อไปนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(1) กําหนดมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนในระดับตําบลให้เกิดความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ &amp;nbsp;เพื่อเสนอให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกําหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทําบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ &amp;nbsp;หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด &amp;nbsp;ทั้งด้านเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;คุณภาพชีวิต &amp;nbsp;และสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปีนี้จะมีการจัดประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;ระหว่างวันที่ 9 -10 กันยายนนี้ &amp;nbsp;ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;ถนนนวมินทร์ &amp;nbsp;เขตบางกะปิ &amp;nbsp;กรุงเทพฯ &amp;nbsp;โดยมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประมาณ &amp;nbsp;450 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่สำคัญก็คือในการประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนในแต่ละปี &amp;nbsp;จะการรวบรวมความเห็น &amp;nbsp;ข้อเสนอแนะ &amp;nbsp;และสรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ &amp;nbsp;เสนอต่อหน่วยงานรัฐและคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการตาม พ.ร.บ.สภาฯมาตรา 32 &amp;nbsp;(2) และ (3) &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ในปี 2562 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;มีการนำข้อเสนอจากที่ประชุมสภาฯ ระดับชาติเข้าสู่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร &amp;nbsp;13 คณะ &amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;ปัญหาเรื่องสุขภาพ &amp;nbsp;สังคมสูงวัย &amp;nbsp;สิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การศึกษา &amp;nbsp;การลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;rdquo; ชูชาติกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากเครือข่ายประชาชน &amp;nbsp;และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE) &amp;nbsp;คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ฯลฯ &amp;nbsp;โดยมีประเด็นสำคัญในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ 10 ด้าน &amp;nbsp;นำเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ คือ &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;กระทรวงพลังงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม &amp;nbsp; นโยบายป่าไม้ &amp;nbsp; เช่น ยุติ/ยกเลิกนโยบายและกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน, &amp;nbsp;ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่าและแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การกระจายอำนาจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีข้อเสนอ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp; นโยบายเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานและงบประมาณกับสภาองค์กรชุมชนตำบลกว่า 7,000 สภาฯ ให้จัดทำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก หรือแผนธุรกิจชุมชน &amp;nbsp;ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นโยบายภัยการบริหารจัดการน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีข้อเสนอ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;รัฐบาลควรทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน &amp;nbsp;ให้ดําเนินการให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และมีส่วนร่วมของประชาชน &amp;nbsp; นโยบายการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการประมง/การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีข้อเสนอ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม &amp;nbsp;ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนในปี 2563 นี้ &amp;nbsp;จะมีการรวบรวมประเด็นปัญหาที่สำคัญต่างๆ &amp;nbsp;ทั่วทุกภูมิภาค &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าภาคเหนือ &amp;nbsp; แผนยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางอาหารของคนอีสาน &amp;nbsp; การส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์-พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษกะเหรี่ยงและชาวเล &amp;nbsp; การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) &amp;nbsp;ข้อเสนอทบทวนโครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรม &amp;nbsp;การแก้ไขปัญหาชุมชนในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;ชูชาติ &amp;nbsp;ประธานที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ในการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลระหว่างวันที่ 9 -10 กันยายน จะมีการจัดเวทีวิชาการ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การปาฐกถาพิเศษ &amp;nbsp;เรื่อง &amp;lsquo;สถานการณ์สังคมไทยกับความท้าทายสภาองค์กรชุมชนต่อการขับเคลื่อนหลังสถานการณ์โควิด-19&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดย ดร.เดชรัต &amp;nbsp;สุขกำเนิด &amp;nbsp;การประชุมวิชาการ &amp;nbsp;เรื่อง &amp;lsquo;ทางเลือก &amp;nbsp;ทางตัน &amp;nbsp;กับ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;rsquo; &amp;nbsp;มีนายธนพร &amp;nbsp;ศรียากูล &amp;nbsp;ที่ปรึกษาสำนักงานบริหารนโยบายของรัฐมนตรีร่วมพูดคุย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในวันที่ 10 กันยายน &amp;nbsp;นายจุติ &amp;nbsp;ไกรฤกษ์ &amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะเดินทางมารับมอบข้อเสนอเชิงนโยบายจากที่ประชุมฯ &amp;nbsp;และมอบโล่ให้แก่ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลดีเด่น &amp;nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;lsquo;การสนับสนุนเสริมสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระหว่างผู้แทนสภาองค์กรชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 9 หน่วยงาน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) &amp;nbsp;ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและชมการถ่ายทอดสดได้ทาง face book &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;และเว็บไซต์ www.codi.or.th

ข้อเสนอเชิงนโยบายการประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนฯ ปี 2563 แก้ปัญหาน้ำ-ที่ดินการรถไฟ-ขยะสารพิษ-เมืองอุตสาหกรรมจะนะ &amp;nbsp;ฯลฯ

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลทุกปีจะมีการรวบรวมข้อเสนอจากที่ประชุมสภาฯ ในระดับจังหวัดมานำเสนอในที่ประชุมระดับชาติ &amp;nbsp;เพื่อรวบรวม &amp;nbsp;สังเคราะห์ &amp;nbsp;พัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย &amp;nbsp;และนำไปจัดทำเป็นความเห็นและข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;องค์กรปกครองท้องถิ่น &amp;nbsp;และสรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ &amp;nbsp;โดยในปี 2563 มีข้อเสนอต่างๆ &amp;nbsp; เช่น
ข้อเสนอแนะ : &amp;nbsp;เรื่องน้ำ &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;การขุดสระน้ำประจำครอบครัว (สระครอบครัว) การทำธนาคารน้ำใต้ดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. เกษตรต้องปรับเปลี่ยนการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;ลดการใช้น้ำในพืชเกษตรที่ได้ผลผลิตเท่าเดิม &amp;nbsp;ปลูกป่าเพื่อเป็นพื้นที่ในการซับน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. กรมชลประทาน &amp;nbsp;และ สทนช. จัดสรรน้ำให้กับภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นธรรมและเพียงพอก่อนผันน้ำไปยังพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;(EEC)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4. เพิ่มประสิทธิภาพการชลประทานในภาคเกษตรกรรม &amp;nbsp;ลดการสูญเสียน้ำจากแหล่งน้ำถึงแปลงเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5. บริหารจัดการด้านอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การส่งเสริมการใช้น้ำในลักษณะไม่มีการะบายน้ำเสีย หรือมีการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ 100 % (Zero Discharge) &amp;nbsp; ฯลฯ
ข้อเสนอแนะ : เรื่องการพัฒนาที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.หยุดการไล่รื้อ และการดำเนินคดีความกับชุมชนในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ควรเปิดเผยข้อมูล &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงของโครงการพัฒนาในที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และควรมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.จัดตั้งกองทุนกลางสำหรับดูแลที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;โดยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมีส่วนในการบริหารจัดการ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบรวมไว้ในมูลค่าของโครงการอย่างเป็นธรรม &amp;nbsp;สอดคล้องสภาพความเป็นจริงทางกายภาพ สังคม &amp;nbsp;และเศรษฐกิจของพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.จัดหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สอดคล้องกับวิถีการดำรงชีวิต &amp;nbsp;ทั้งลักษณะการแบ่งปันที่ดินโดยรอบพื้นที่พัฒนา &amp;nbsp;และการจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับในรัศมี 5 กิโลเมตรโดยรอบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ &amp;nbsp;ฯลฯ
ข้อเสนอแนะ : &amp;nbsp;เรื่องสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ขยะสารเคมี &amp;nbsp;สารพิษ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. การกำจัดขยะสารเคมี &amp;nbsp;สารพิษ ที่ต้นทาง &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมใดที่ก่อให้เกิดขยะสารพิษ ควรมีการจัดการและรับผิดชอบในการกำจัดขยะที่มาจากโรงงานของตน &amp;nbsp;ไม่ควรนำออกจากเขตอุตสาหกรรมโดยเด็ดขาด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.หากต้องการกำจัดนอกเขตพื้นที่อุตสาหกรรม &amp;nbsp;ควรมีกฎหมายอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. แก้ไขกฎหมายที่เอื้อต่อนายทุนในการประกอบกิจการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยรอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4. ควรตรวจสอบโรงงานเดิมที่เกิดขึ้นแล้วได้โดยง่าย &amp;nbsp;เข้าถึงข้อมูลในการตรวจสอบขบวนการโดยประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5. ควรมีกฎหมายฟื้นฟูกิจการขยะพิษที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;โดยกำหนดค่าใช้จ่ายจากผู้ประกอบการ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 6. &amp;nbsp;ห้ามนำเข้าขยะทุกประเภทจากต่างประเทศโดยถาวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแนะ : &amp;nbsp;โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการ &amp;lsquo;โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต&amp;rsquo; เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 &amp;nbsp;และอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการ &amp;nbsp;18,000 ล้านบาท &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2563 &amp;nbsp; &amp;nbsp; บนพื้นที่ 16,700 ไร่ &amp;nbsp;ใน 3 ตำบลของอำเภอจะนะ &amp;nbsp;จ.สงขลา &amp;nbsp;โดยมอบหมายให้ศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการจะนะเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต &amp;nbsp;เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;คุณภาพสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;สุขภาพอนามัย &amp;nbsp;คุณภาพชีวิต &amp;nbsp;ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในวงกว้าง &amp;nbsp;ผลกระทบของสภาพอากาศจากมลพิษที่โรงงานอุตสาหกรรมจะปล่อยออกมา &amp;nbsp;ปัญหาน้ำเสียที่จะลงสู่ทะเล &amp;nbsp;จะทำลายระบบนิเวศน์โดยรวมของทะเลจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นแหล่งสัตว์น้ำทางทะเลที่สำคัญของประเทศ &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำการศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนและชุมชน &amp;nbsp;และไม่ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นก่อนอนุมัติโครงการแต่อย่างใด &amp;nbsp;ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอต่อรัฐบาล &amp;nbsp;1. ขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการนี้ &amp;nbsp;โดยต้องยกเลิกมติ ครม.วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 &amp;nbsp;และมติวันที่ 21 มกราคม 2563 &amp;nbsp;ทั้งนี้ปัจจุบัน &amp;nbsp;จังหวัดสงขลามีนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว 2 แห่ง &amp;nbsp; คือ &amp;nbsp;นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ (ฉลุง) และเขตเศรษฐกิจพิเศษสะเดา &amp;nbsp;ซึ่งรัฐบาลควรจะสร้างมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทั้ง 2 แห่งให้เต็มพื้นที่เสียก่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.หากรัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาอำเภอจะนะต่อไป &amp;nbsp;ต้องมีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) &amp;nbsp;และการศึกษา EHIA &amp;nbsp;ตามมาตรา 58 &amp;nbsp;เพื่อเป็นข้อมูลนำมากำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ &amp;nbsp;โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ &amp;nbsp;เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่อาจจะเกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว &amp;nbsp;ฯลฯ
ข้อเสนอจากเวทีสาธารณะในการจัดการอ่าวบ้านดอน &amp;nbsp;จ.สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่าวบ้านดอน &amp;nbsp;มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร &amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอของ &amp;nbsp;จ.สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;คือ ไชยา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าฉาง &amp;nbsp; พุนพิน &amp;nbsp; เมือง &amp;nbsp; กาญจนดิษฐ์ &amp;nbsp;และดอนสัก &amp;nbsp;มีพื้นที่ชายฝั่งใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ประมาณ &amp;nbsp;300,000 ไร่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ &amp;nbsp;10,000 ล้านบาทต่อปี &amp;nbsp;ถือเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ &amp;nbsp; หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านมาเนิ่นนาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา &amp;nbsp;กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่อ่าวบ้านดอน &amp;nbsp;โดย &amp;nbsp;อนุญาตพื้นที่เพาะเลี้ยงประมาณ &amp;nbsp;40,000 ไร่ &amp;nbsp;ต่อมาจึงมีการขยายตัวการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจนเกินขีดจำกัด &amp;nbsp;ไม่สามารถบริหารจัดการควบคุมได้ &amp;nbsp;จนนำไปสู่การบุกรุกพื้นที่สาธารณะทางทะเลกว่า 200,000 &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางทะเล &amp;nbsp;และสร้างความขัดแย้งในพื้นที่ &amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อการทำประมงชายฝั่ง &amp;nbsp;ประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;เนื่องจากไม่มีพื้นที่ทำกิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เครือข่ายภาคประชาสังคม &amp;nbsp;เครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;ได้เรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น &amp;nbsp;เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้เลี้ยงหอยนอกพื้นที่อนุญาต &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กลุ่มผู้เลี้ยงหอยขับเรือชนเรือประมงพื้นบ้านที่ไปเก็บหอย &amp;nbsp;การลักลอบเผาขนำเฝ้าคอกหอย &amp;nbsp;ใช้ปืนยิงขู่กลุ่มประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp; เป็นต้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอเชิงนโยบาย &amp;nbsp;1.ให้มีนโยบายการมีส่วนร่วมเพื่อบูรณาการในการจัดการอ่าวบ้านดอนที่นำไปสู่เป้าหมายความยั่งยืน &amp;nbsp;สมดุล &amp;nbsp;เสมอภาค &amp;nbsp;และเป็นธรรม &amp;nbsp;ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว &amp;nbsp;โดยการทำให้ทะเลคือพื้นที่สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด &amp;nbsp;มีการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่โดยรวมในระยะยาว &amp;nbsp;ทั้งด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟู &amp;nbsp;การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;และการกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานที่มีความเป็นกลางและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย &amp;nbsp; เพื่อจัดระบบการจัดการร่วมในอ่าวบ้านดอน &amp;nbsp;โดยมุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน &amp;nbsp;เพื่อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาลในทุกด้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;แนวทางการการยุติปัญหาเฉพาะหน้า &amp;nbsp;เพื่อนำไปสู่การการแก้ไขปัญหาในระยะยาว &amp;nbsp;การปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค แผนพัฒนา &amp;nbsp;และการบริหารจัดการพื้นที่ &amp;nbsp;ฯลฯ
ข้อเสนอแนะ : &amp;nbsp;เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. &amp;nbsp;ขอให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;โดยมีผู้แทนภาคประชาชนและชุมชน &amp;nbsp;ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิ &amp;nbsp;นักวิชาการ &amp;nbsp;ร่วมเป็นกรรมการ &amp;nbsp; เพื่อร่วมดำเนินการกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;รวมทั้งเสนอแนะ &amp;nbsp;ให้ความคิดเห็น &amp;nbsp;ติดตามประเมินผล &amp;nbsp;หรือจัดให้มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยกระบวนการมีส่วนร่วม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2. ขอให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) สนับสนุนการจัดและขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp; ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างข้อเสนอแนะจากภาคประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;องค์กรปกครองท้องถิ่น &amp;nbsp;และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 &amp;nbsp;ที่ระบุเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้เอาไว้ตอนหนึ่งว่า...
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ด้วยชุมชนเป็นสังคมฐานรากที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ &amp;nbsp;มีวิถีชีวิตวัฒนธรรมแตกต่างและหลากหลายตามภูมินิเวศน์ &amp;nbsp;แต่การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม &amp;nbsp;เศรษฐกิจและการเมืองอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;ส่งผลให้ชุมชนอ่อนแอ &amp;nbsp;ประสบปัญหาความยากจน &amp;nbsp;เกิดปัญหาสังคมมากขึ้น &amp;nbsp;ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชนถูกทำลาย...จึงเห็นสมควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;nbsp;จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&amp;rdquo;

สภาองค์กรชุมชน MoU ร่วมกับหน่วยงานภาคีสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชน &amp;nbsp;
จับมือ ป.ป.ส. นำร่อง &amp;lsquo;พืชกระท่อม&amp;rsquo; ใช้ประโยชน์ทางการแพทย์-สร้างเศรษฐกิจชุมชน
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน-เจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมประชุมกับนายนิยม &amp;nbsp;เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. เมื่อเร็วๆ นี้ &amp;nbsp;เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาทั่วประเทศกว่า 7,825 แห่ง &amp;nbsp; นอกจากจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่น &amp;nbsp;รวมถึงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของชุมชนท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์แล้ว &amp;nbsp;หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งยังเห็นพลังของสภาองค์กรชุมชนฯ ที่ขับเคลื่อนเต็มแผ่นดิน &amp;nbsp;จึงใช้วาระการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำปี 2563 &amp;nbsp;ในวันที่ 10 กันยายนนี้ &amp;nbsp;ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding - MoU) กับสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;รวม &amp;nbsp;10 หน่วยงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1.สำนักงานบริหารนโยบายของรัฐมนตรี (สบนร.) &amp;nbsp;2.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) &amp;nbsp;3.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) &amp;nbsp;4.สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) &amp;nbsp;5.สถันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;6.กองดัชนีเศรษฐกิจการค้า &amp;nbsp;สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า &amp;nbsp;กระทรวงพาณิชย์ &amp;nbsp;7.สำนักประสานสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะรองรับสังคมสูงวัย (สป.สว.) &amp;nbsp;8.ศูนย์วนศาสตร์เพื่อคนกับป่า (RECOFTC) &amp;nbsp;9.มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืน &amp;nbsp;ภาคเหนือ &amp;nbsp; และ 10.สภาเกษตรกรแห่งชาติ
สภาองค์กรชุมชนจับมือ ป.ป.ส.ขับเคลื่อนพืชกระท่อมในพื้นที่นำร่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) &amp;nbsp;และกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;มีความพยายามที่จะ &amp;nbsp;&amp;lsquo;ปลดล็อกพืชกระท่อม&amp;rsquo; &amp;nbsp;ออกจากพืชยาเสพติด &amp;nbsp; เพื่อนำมาเป็นพืชสมุนไพร &amp;nbsp;ใช้ทางการแพทย์ &amp;nbsp;การพาณิชย์ &amp;nbsp;อุตสาหกรรม &amp;nbsp;และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต่างประเทศ &amp;nbsp;เช่นเดียวกับกัญชาที่มีการปลด ล็อกไปก่อนหน้านี้แล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา &amp;nbsp;ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม &amp;nbsp;2563 &amp;nbsp;เห็นชอบในหลักการให้ปลดกระท่อมออกจากพืชยาเสพติด &amp;nbsp;โดยมีการจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ...) พ.ศ..... (การยกเลิกพืชกระท่อมจากยาเสพติดให้โทษ) เพื่อให้ผ่านเป็นกฎหมายออกมาใช้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ป.ป.ส.จึงบันทึกความร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสภาองค์กรชุมชน ในการขับเคลื่อนนโยบายพืชกระท่อม &amp;nbsp;การบริหารจัดการพืชกระท่อมอย่างเป็นระบบ &amp;nbsp; การศึกษาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ &amp;nbsp; สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้แก่ประชาชน &amp;nbsp;รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการนำไปใช้ในทางที่ผิด &amp;nbsp; มิให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;และความมั่นคงของชาติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์ &amp;nbsp;1.เพื่อสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานร่วมกัน &amp;nbsp; 2.เพื่อสร้างการขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การป้องกัน &amp;nbsp;การเฝ้าระวัง และการบำบัด &amp;nbsp;3.สนับสนุนงานวิชาการและการวิจัยเพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชนทุกมิติ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การเก็บข้อมูลสารพันธุกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้พื้นที่ 130 หมู่บ้านนำร่องพืชกระท่อม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การลงนาม MoU ครั้งนี้ &amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;มีหน้าที่ ดังนี้ &amp;nbsp; 1.สร้างความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่ &amp;nbsp;ทำระบบฐานข้อมูล &amp;nbsp;ค้นหาสายพันธุ์พืชกระท่อมที่เหมาะสมกับท้องถิ่น &amp;nbsp;2.ใช้สมัชชาตำบลสร้างข้อตกลงร่วมกันในการนำไปสู่ธรรมนูญตำบลปลอดยาเสพติด -3.ร่วมเฝ้าระวัง &amp;nbsp;ขึ้นทะเบียน &amp;nbsp;หรือจดแจ้งกลุ่ม &amp;nbsp;พร้อมจัดทำทะเบียนตามแนวทางการจัดระเบียบพืชกระท่อม &amp;nbsp;เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชุมชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงาน ป.ป.ส. มีหน้าที่ &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;1.เป็นศูนย์กลางการประสานหน่วยงานของรัฐ &amp;nbsp;รวมทั้งกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาร่วมกัน &amp;nbsp;ในลักษณะบูรณาการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp; ทั้งระดับนโยบาย &amp;nbsp;และระดับพื้นที่ตำบล &amp;nbsp;2.สนับสนุนการพัฒนาแกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;เพื่อสร้างความเข้าใจ &amp;nbsp;วางแผนการขับเคลื่อน &amp;nbsp; การเชื่อมโยง &amp;nbsp;ประสานงานความร่วมมือทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;มีหน้าที่ &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;1.สนับสนุนสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;เพื่อสร้างความร่วมมือความเข้มแข็งของชุมชน &amp;nbsp;2.สนับสนุนข้อตกลงร่วมกันในการสร้างธรรมนูญตำบลปลอดยาเสพติด ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามแผนงานหลังจากมีการลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว &amp;nbsp;รวมทั้งการปรับปรุงและแก้ไขกฏหมายแล้ว &amp;nbsp;จะมีการขยายพื้นที่นำร่องการขึ้นทะเบียนตามแนวทางการจัดระเบียบพืชกระท่อม &amp;nbsp;ในพื้นที่ 130 &amp;nbsp; หมู่บ้าน &amp;nbsp;รวม 10 จังหวัด &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;นนทบุรี &amp;nbsp;ปทุมธานี &amp;nbsp; &amp;nbsp;ชุมพร &amp;nbsp;ระนอง &amp;nbsp;สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;นครศรีธรรมราช &amp;nbsp;ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 &amp;nbsp;มาตรา 26/5 &amp;nbsp;(4) กำหนดว่า &amp;nbsp;ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน &amp;nbsp;หรือสหกรณ์การเกษตร &amp;nbsp;ซึ่งดำเนินการภายใต้ความร่วมมือและกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย &amp;nbsp;หรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ &amp;nbsp;เภสัชศาสตร์ &amp;nbsp;วิทยาศาสตร์ &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;สามารถร่วมผลิตและพัฒนาสูตรตำรับยาแผนโบราณหรือยาสมุนไพรได้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านน้ำพุ &amp;nbsp;จ.สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;ต้นแบบ &amp;lsquo;น้ำพุโมเดล&amp;rsquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สงคราม &amp;nbsp;บัวทอง &amp;nbsp;กำนันตำบลน้ำพุ &amp;nbsp;และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำพุ &amp;nbsp;อ.บ้านนาสาร &amp;nbsp;จ.สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;เล่าว่า &amp;nbsp;เมื่อทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากยาเสพติด &amp;nbsp;ตนจึงได้เสนอให้ใช้พื้นที่ตำบลบ้านน้ำพุเป็นพื้นที่ศึกษา &amp;nbsp;อีกทั้งชาวบ้านก็มีความพร้อมอยากจะให้มีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังว่ากระท่อมเป็นยาเสพติด &amp;nbsp;หรือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์กันแน่ ?
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเห็นว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ในตำบลปลูกกระท่อม &amp;nbsp;ใช้กระท่อมในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว &amp;nbsp;และใช้กันมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ &amp;nbsp;แต่ก็ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจากการใช้กระท่อม &amp;nbsp;ทั้งเรื่องอาชญากรรม &amp;nbsp;การลักขโมย &amp;nbsp;การทะเลาะวิวาท &amp;nbsp;หรือวัยรุ่นมั่วสุมเสพน้ำกระท่อมก็ไม่มี &amp;nbsp;จึงอยากให้ตำบลน้ำพุเป็นต้นแบบในการจัดการเรื่องกระท่อม&amp;rdquo; กำนันสงครามเล่าความเป็นมาของการศึกษาวิจัยกระท่อมที่บ้านน้ำพุ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี &amp;nbsp;2559 &amp;nbsp;มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ศึกษาด้านผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย &amp;nbsp; และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาผลกระทบด้านสังคมและชุมชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การศึกษาวิจัยเรื่องกระท่อมที่ตำบลน้ำพุนี้ &amp;nbsp; มีโจย์ร่วมกันว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากมีการผ่อนปรนให้เคี้ยวกระท่อมในวิถีดั้งเดิมได้ &amp;nbsp; จำนวนใบที่เคี้ยวต่อคน &amp;nbsp;ต่อวัน &amp;nbsp;กี่ใบจึงจะเหมาะสม &amp;nbsp;และจำนวนต้นกระท่อมกี่ต้นจึงจะเหมาะสมต่อครัวเรือน &amp;nbsp;รวมทั้งการควบคุมโดยชุมชนมีส่วนร่วม &amp;nbsp;จะมีแนวทางหรือกระบวนการใดที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาครัฐ &amp;nbsp;หากมีการปลดล็อกกระท่อม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2560 &amp;nbsp;จึงเริ่มจัดเวทีประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน &amp;nbsp;โดยมีข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้านว่า &amp;nbsp;ให้ชาวบ้านปลูกหรือมีกระท่อมได้ครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 3 ต้น &amp;nbsp;หากเกินให้ตัดทิ้ง &amp;nbsp;แต่ถ้ามีไม่ถึง 3 ต้น &amp;nbsp; ไม่ให้ปลูกเพิ่ม &amp;nbsp;หลังจากนั้นจึงขยายผลไปทั้งตำบล &amp;nbsp; โดยมีวิธีการสำรวจและศึกษา &amp;nbsp;คือ 1.ใช้อากาศยานไร้คนขับจับพิกัด GPS ครัวเรือนที่ปลูกกระท่อม &amp;nbsp; 2.ใช้แบบสอบถามครัวเรือน &amp;nbsp;3.สำรวจต้นกระท่อม &amp;nbsp;วัดเส้นรอบวง &amp;nbsp;วัดความสูงของต้น &amp;nbsp;ใช้อากาศยานฯ จับพิกัด GPS &amp;nbsp;ต้นกระท่อม &amp;nbsp;4.ติดตั้ง Mobile &amp;nbsp;App / QR- code &amp;nbsp;ที่ต้นกระท่อมเพื่อเก็บข้อมูล &amp;nbsp;และขึ้นทะเบียนผู้ปลูกกระท่อมฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; (ติด QR- code &amp;nbsp;ที่ต้นกระท่อม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจข้อมูลพบว่า &amp;nbsp;ตำบลน้ำพุมี 6 หมู่บ้าน &amp;nbsp;จำนวน &amp;nbsp;1,920 &amp;nbsp;ครัวเรือน &amp;nbsp; มีครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนปลูกกระท่อม &amp;nbsp;655 ครัวเรือน (ร้อยละ 34.11) &amp;nbsp;ต้นกระท่อมที่สำรวจพบ &amp;nbsp;1,912 &amp;nbsp;ต้น &amp;nbsp; ต้นกระท่อมติด QR-code จำนวน 1,578 &amp;nbsp;ต้น &amp;nbsp;(ร้อยละ 82.53) &amp;nbsp;ต้นกระท่อม (เกินครัวเรือนละ 3 ต้น) ที่ตัดทำลาย &amp;nbsp;334 ต้น &amp;nbsp;(ร้อยละ 17.47)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้ &amp;lsquo;ธรรมนูญตำบล&amp;rsquo; ควบคุมกระท่อม-สร้างเศรษฐกิจชุมชน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กำนันสงคราม &amp;nbsp;อธิบายว่า &amp;nbsp;ธรรมนูญตำบล &amp;nbsp;คือข้อตกลงร่วมกันของชาวบ้านในตำบลน้ำพุ &amp;nbsp; เพื่อสร้างกฎ &amp;nbsp;กติกาขึ้นมาควบคุมการใช้กระท่อม &amp;nbsp;โดยมีการสอบถามความคิดเห็นหรือทำประชาคมจากชาวบ้านในตำบล &amp;nbsp;แล้วนำมาร่างเป็นธรรมนูญตำบล &amp;nbsp;เรียกว่า &amp;lsquo;ธรรมนูญตำบล &amp;nbsp;เพื่อการควบคุมพืชกระท่อมและสร้างชุมชนเข้มแข็งปลอดยาเสพติดพืชกระท่อม &amp;nbsp;พื้นที่ตำบลน้ำพุ &amp;nbsp;อำเภอบ้านนาสาร &amp;nbsp;จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสาระสำคัญ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;มีคณะกรรมการระดับหมู่บ้านและตำบลควบคุมการใช้ธรรมนูญตำบล &amp;nbsp;มีข้อห้าม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;1.ห้ามครัวเรือนที่ไม่ปลูกกระท่อมปลูกใหม่โดยเด็ดขาด &amp;nbsp;2.ห้ามบุคคลในครัวเรือนซื้อขายพืชกระท่อม &amp;nbsp;3.ห้ามนำพืชกระท่อมออกจากตำบล &amp;nbsp;4.ห้ามเด็กเยาวชนนั่งมั่วสุมและมีพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเสพพืชกระท่อม &amp;nbsp;5.ห้ามมีการผลิต &amp;nbsp;ปรุงน้ำกระท่อม &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การปฏิบัติของผู้เสพพืชกระท่อม &amp;nbsp;1.ต้องลงทะเบียนประวัติกับผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp; 2.ต้องเข้าร่วมประชุมทุกครั้งที่มีวาระเกี่ยวกับพืชกระท่อม &amp;nbsp;3.ต้องตรวจสุขภาพประจำปีตามแผนของ รพ.สต. &amp;nbsp;4.ผู้ที่มีใบรับรองจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านให้พกพาพืชกระท่อมในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรท่าชีได้ไม่เกิน 30 ใบ &amp;nbsp; 5.ผู้ใดหรือครอบครัวใดฝ่าฝืนให้คณะกรรมการฯ ตัดทำลายพืชกระท่อมทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศุภวัฒน์ &amp;nbsp;กล่อมวิเศษ &amp;nbsp;ชาวบ้านตำบลน้ำพุ &amp;nbsp;ในฐานะผู้ใช้พืชกระท่อมและศึกษาเรื่องกระท่อมมายาวนาน &amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการศึกษาเบื้องต้นของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;คณะเภสัชศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ &amp;nbsp;พบว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มีการใช้พืชกระท่อมบำบัดรักษาโรคต่างๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เบาหวาน &amp;nbsp;ความดันโลหิตสูง &amp;nbsp;และใช้ทดแทนมอร์ฟีนแก้ปวด &amp;nbsp;ซึ่งหากผลการศึกษายืนยันว่าพืชกระท่อมมีสรรพคุณในการรักษาโรคต่างๆ &amp;nbsp;ดังกล่าว &amp;nbsp;จะสามารถนำพืชกระท่อมมาใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าได้สูง &amp;nbsp;เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของชาวบ้าน &amp;nbsp; ทดแทนยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ราคาตกลงทุกวัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากมีการปลดล็อกพืชกระท่อมแล้ว &amp;nbsp;ผมอยากให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ &amp;nbsp; โดยการปลูกกระท่อมเพื่อส่งใบจำหน่ายให้แก่องค์การเภสัชกรรม &amp;nbsp;หรือมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปผลิตเป็นยารักษาโรค &amp;nbsp;รวมทั้งทดแทนการนำเข้ามอร์ฟีน &amp;nbsp;เพราะประเทศไทยนำเข้ามอร์ฟีนทางการแพทย์ประมาณปีละ 9,000 ล้านบาท &amp;nbsp;โดยจะเสนอให้ชาวบ้านตำบลน้ำพุ 1 ครัวเรือน &amp;nbsp;ปลูกกระท่อมได้ครัวเรือนละ 100 ต้น &amp;nbsp;ในพื้นที่ 1 ไร่ &amp;nbsp;โดยปลูกแบบควบคุมในตาข่ายหรือกระโจม&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศุภวัฒน์บอกถึงข้อเสนอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำนันสงคราม &amp;nbsp;กล่าวเสริมว่า &amp;nbsp;ถ้าปลูกกระท่อม 1 ไร่ &amp;nbsp;ชาวบ้านจะมีรายได้มากกว่าปลูกยางพาราอย่างน้อย 10 เท่า &amp;nbsp;เพราะขณะนี้ยางพาราราคาไม่เกินกิโลฯ ละ 40 &amp;nbsp;บาท &amp;nbsp; ส่วนกระท่อม 1 กิโลกรัม &amp;nbsp; จะมีใบประมาณ &amp;nbsp;700 &amp;nbsp;ใบ &amp;nbsp; ราคาประมาณกิโลฯ ละ 1,000 บาท &amp;nbsp; ถ้าปลูกกระท่อม 1 ต้น &amp;nbsp;จะมีรายได้ประมาณเดือนละ 3,000 บาท/ต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระท่อมเป็นพืชท้องถิ่นที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์มาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดจนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิจัยด้านสุขภาพและอวัยวะต่างๆ &amp;nbsp;พบว่ามีผลกระทบน้อย &amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์ฯ ก็มาวิจัยด้านสังคมที่ตำบลน้ำพุแล้ว &amp;nbsp;พบว่ากระท่อมไม่ได้ทำลายสังคม &amp;nbsp;แต่ทำให้เกิดความรัก &amp;nbsp;ความสามัคคี &amp;nbsp;ไม่เหมือนกับสุราที่ทำให้ทะเลาะกัน &amp;nbsp;แต่ก็ต้องมีการควบคุมการใช้ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีใช้ &amp;nbsp;ไม่ให้ผสมแบบ 4 คูณ 100 &amp;nbsp; และหากปลดล็อกพืชกระท่อมแล้ว &amp;nbsp;ผมก็อยากให้พืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ &amp;nbsp;ปลูกเพื่อทำยารักษาโรคต่างๆ &amp;nbsp;โดยใช้ตำบลน้ำพุเป็นต้นแบบ &amp;nbsp;และขยายไปในพื้นที่ที่มีความพร้อม&amp;rdquo; &amp;nbsp;กำนันสงครามกล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76511</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูชาติ  ผิวสว่าง, พอช., วิริยะ  แต้มแก้ว, ศุภวัฒน์  กล่อมวิเศษ, สงคราม  บัวทอง, สุวัฒน์ คงแป้น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200904/image_big_5f5224e028411.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
